Surge Protection for CCTV คืออะไร? ใช้ทำอะไร และเลือกแบบไหนให้เหมาะกับระบบกล้องวงจรปิด
ระบบกล้องวงจรปิด หรือ CCTV เป็นระบบที่ต้องทำงานต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะติดตั้งในอาคาร โรงงาน ถนน หมู่บ้าน โครงการราชการ ลานจอดรถ หรือพื้นที่กลางแจ้ง แต่หนึ่งในปัญหาที่ทำให้อุปกรณ์ CCTV เสียหายบ่อยที่สุด คือ ไฟกระชาก ไฟเหนี่ยวนำ ฟ้าผ่าใกล้เคียง และแรงดันเกินที่วิ่งมาตามสายสัญญาณหรือสายไฟ
หลายครั้งกล้องไม่ได้เสียจากตัวกล้องเอง แต่เสียจากแรงดันไฟฟ้าผิดปกติที่เข้ามาทางสาย Coaxial, สาย LAN, สายไฟ DC, สาย PoE หรือระบบกราวด์ ทำให้เกิดอาการกล้องดับ, ภาพหาย, NVR เสีย, PoE Switch พอร์ตไหม้ หรือระบบ CCTV ล่มทั้งชุด
Surge Protection for CCTV จึงเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยป้องกันความเสียหายจากไฟกระชากในระบบกล้องวงจรปิด โดยทำหน้าที่ระบายแรงดันเกินลงกราวด์ก่อนที่แรงดันจะเข้าสู่อุปกรณ์หลัก เช่น กล้อง, DVR, NVR, PoE Switch หรืออุปกรณ์รับส่งสัญญาณ
Surge Protection for CCTV คืออะไร?
Surge Protection for CCTV คืออุปกรณ์ป้องกันไฟกระชากสำหรับระบบกล้องวงจรปิด ออกแบบมาเพื่อป้องกันแรงดันไฟฟ้าเกินชั่วขณะ หรือ Surge ที่อาจเข้ามาทางสายสัญญาณและสายไฟของระบบ CCTV
อุปกรณ์ชนิดนี้มักติดตั้งระหว่างสายสัญญาณกับอุปกรณ์ปลายทาง เช่น
กล้อง CCTV → Surge Protector → DVR / NVR / Switch
หรือ
สายจากภายนอกอาคาร → Surge Protector → อุปกรณ์ภายในตู้หรือห้องควบคุม
เมื่อมีแรงดันเกินเข้ามา Surge Protector จะช่วยเบี่ยงกระแสส่วนเกินลงระบบกราวด์ ลดโอกาสที่แรงดันนั้นจะวิ่งเข้าไปทำลายวงจรภายในอุปกรณ์ CCTV
ทำไมระบบ CCTV ต้องมี Surge Protection?
ระบบ CCTV มีจุดเสี่ยงมากกว่าระบบ Network ทั่วไป เพราะกล้องมักติดตั้งในพื้นที่เปิด เช่น เสา, รั้ว, ลานจอดรถ, ถนน, ดาดฟ้า, หน้าโรงงาน หรือ Outdoor Cabinet ซึ่งเป็นจุดที่มีโอกาสได้รับผลกระทบจากไฟกระชากและฟ้าผ่าใกล้เคียงสูง
สาเหตุที่ควรติดตั้ง Surge Protection ได้แก่
1. ป้องกันไฟกระชากจากฟ้าผ่าใกล้เคียง
แม้ฟ้าจะไม่ได้ผ่าลงที่กล้องโดยตรง แต่การผ่าใกล้พื้นที่ติดตั้งสามารถทำให้เกิดแรงดันเหนี่ยวนำเข้าสู่สายสัญญาณหรือสายไฟได้ แรงดันนี้อาจวิ่งเข้าสู่อุปกรณ์และทำให้วงจรเสียหายทันที
2. ลดความเสียหายจากไฟเหนี่ยวนำในสายสัญญาณ
สายที่เดินยาวภายนอกอาคาร เช่น สาย Coaxial, สาย LAN หรือสายไฟ DC สามารถรับแรงดันเหนี่ยวนำจากสภาพแวดล้อมได้ โดยเฉพาะเมื่อเดินคู่กับสายไฟแรงสูง หรือผ่านพื้นที่ที่มีเครื่องจักรและระบบไฟฟ้าขนาดใหญ่
3. ป้องกันพอร์ตกล้อง, DVR, NVR และ PoE Switch เสีย
อาการที่พบบ่อยคือกล้องเสียบางตัว, พอร์ต PoE Switch ไหม้, ช่อง BNC ของ DVR เสีย, NVR LAN Port เสีย หรือระบบภาพหายเป็นบางจุด ซึ่งมักเกิดจาก Surge เข้ามาทางสายสัญญาณ
4. ลด Downtime ของระบบ CCTV
ในงานที่ต้องเฝ้าระวังตลอดเวลา เช่น โรงงาน, ถนน, ด่าน, คลังสินค้า, อาคารสำนักงาน หรือโครงการราชการ การที่กล้องดับแม้เพียงบางจุดอาจส่งผลต่อความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนหลัง
5. ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงระยะยาว
การติดตั้ง Surge Protection มีต้นทุนต่ำกว่าการเปลี่ยนกล้อง, DVR, NVR หรือ Switch ทั้งระบบ โดยเฉพาะงาน Outdoor ที่มีความเสี่ยงสูง
Surge เกิดจากอะไรในระบบ CCTV?
แรงดันไฟกระชากในระบบ CCTV สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น
ฟ้าผ่าโดยตรงหรือฟ้าผ่าใกล้เคียง
เป็นสาเหตุที่สร้างแรงดันสูงมากและทำให้อุปกรณ์เสียหายรุนแรง
ไฟกระชากจากระบบไฟฟ้า AC
เกิดจากการเปิด-ปิดโหลดขนาดใหญ่, มอเตอร์, ปั๊มน้ำ, เครื่องจักร, Generator หรือระบบไฟฟ้าที่ไม่เสถียร
แรงดันเหนี่ยวนำในสายสัญญาณ
เกิดจากสาย CCTV เดินยาวกลางแจ้ง หรือเดินใกล้สายไฟแรงสูง
Ground Potential Difference
เกิดจากจุดติดตั้งต้นทางและปลายทางมีศักย์กราวด์ต่างกัน โดยเฉพาะงานข้ามอาคารหรือข้ามพื้นที่
ไฟย้อนจากอุปกรณ์ภายนอก
เช่น กล้องติดตั้งบนเสาโลหะ ตู้ Outdoor หรือโครงสร้างที่มีโอกาสรับแรงดันจากภายนอก
Surge Protection for CCTV ทำงานอย่างไร?
หลักการทำงานของ Surge Protection คือการควบคุมแรงดันไฟฟ้าที่เกินค่าปกติ และระบายพลังงานส่วนเกินลงกราวด์
ในภาวะปกติ สัญญาณภาพ สัญญาณข้อมูล หรือไฟเลี้ยงจะวิ่งผ่าน Surge Protector ไปยังอุปกรณ์ CCTV ได้ตามปกติ โดยไม่รบกวนการทำงานของระบบ
แต่เมื่อเกิดแรงดันเกิน เช่น ไฟกระชากหรือฟ้าผ่าใกล้เคียง วงจรภายใน Surge Protector จะเปลี่ยนสถานะอย่างรวดเร็ว เพื่อระบายกระแสส่วนเกินลงสายกราวด์ ก่อนที่แรงดันสูงจะเข้าสู่อุปกรณ์หลัก
ลำดับการทำงานทั่วไปคือ
แรงดันเกินเข้าสายสัญญาณหรือสายไฟ
เกิดจากฟ้าผ่า ไฟกระชาก หรือแรงดันเหนี่ยวนำ
Surge Protector ตรวจจับแรงดันผิดปกติ
วงจรภายในตอบสนองเมื่อแรงดันเกินค่าที่กำหนด
ระบายแรงดันส่วนเกินลงกราวด์
กระแส Surge ถูกนำออกจากเส้นทางอุปกรณ์หลัก
อุปกรณ์ CCTV ได้รับแรงดันที่ปลอดภัยกว่า
ช่วยลดความเสียหายต่อกล้อง, DVR, NVR หรือ Switch
ฟังก์ชันสำคัญของ Surge Protection for CCTV
1. ป้องกันแรงดันเกินชั่วขณะ
ฟังก์ชันหลักของ Surge Protector คือจำกัดแรงดันไม่ให้สูงเกินระดับที่อุปกรณ์ CCTV รับได้ ช่วยลดความเสียหายจากแรงดันกระชากที่เกิดขึ้นในเวลาเพียงเสี้ยววินาที
2. ระบายกระแส Surge ลงกราวด์
Surge Protector จะทำงานได้มีประสิทธิภาพเมื่อเชื่อมต่อกับระบบกราวด์ที่ดี เพราะกราวด์คือเส้นทางสำหรับระบายพลังงานส่วนเกินออกจากระบบ
3. ป้องกันสัญญาณภาพหรือข้อมูล
ในระบบ CCTV แบบ Analog อุปกรณ์จะช่วยป้องกันสัญญาณภาพที่วิ่งผ่านสาย Coaxial ส่วนในระบบ IP Camera จะช่วยป้องกันสัญญาณ Data ที่วิ่งผ่านสาย LAN
4. ป้องกันไฟเลี้ยงกล้อง
บางรุ่นสามารถป้องกันสายไฟเลี้ยง เช่น 12VDC, 24VAC หรือ PoE ได้ ช่วยลดความเสียหายที่เข้ามาทางไฟเลี้ยงกล้อง
5. ลดผลกระทบจาก EMI และ Noise
แม้หน้าที่หลักคือป้องกัน Surge แต่การติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันและระบบกราวด์ที่ถูกต้องสามารถช่วยลดปัญหาสัญญาณรบกวนบางส่วนในระบบได้
6. รองรับระบบ CCTV หลายประเภท
Surge Protection for CCTV มีทั้งรุ่นสำหรับกล้อง Analog, HD Analog, IP Camera, PoE Camera, PTZ Camera และระบบที่มีทั้งสัญญาณภาพ ข้อมูล และไฟเลี้ยงรวมกัน
Surge Protection for CCTV มีกี่ชนิด?
Surge Protection สำหรับ CCTV สามารถแบ่งได้หลายประเภทตามลักษณะของระบบกล้องและสายที่ใช้งาน
1. แบ่งตามประเภทระบบกล้อง CCTV
Surge Protection for Analog CCTV
ใช้กับกล้อง Analog CCTV รุ่นเดิมที่ส่งสัญญาณภาพผ่านสาย Coaxial เช่น RG59 หรือ RG6 และใช้หัวต่อ BNC
เหมาะกับระบบกล้องแบบเดิมที่ใช้ DVR เป็นเครื่องบันทึกภาพ
การเชื่อมต่อทั่วไปคือ
Analog Camera → Coaxial Cable → Surge Protector → DVR
Surge Protection for HD Analog CCTV
ใช้กับระบบกล้อง HD Analog เช่น HD-AHD, HD-TVI, HD-CVI ซึ่งยังคงใช้สาย Coaxial และหัวต่อ BNC แต่ส่งภาพความละเอียดสูงกว่า Analog รุ่นเก่า
เหมาะกับระบบที่ต้องการป้องกันกล้อง HD ผ่านสาย Coaxial โดยไม่กระทบคุณภาพสัญญาณ
การเชื่อมต่อทั่วไปคือ
HD-AHD / TVI / CVI Camera → Surge Protector → DVR
Surge Protection for IP Camera
ใช้กับระบบกล้อง IP Camera ที่ส่งข้อมูลผ่านสาย LAN เช่น Cat5e, Cat6 หรือ Cat6A โดยอุปกรณ์จะช่วยป้องกันแรงดันเกินที่วิ่งมากับสาย Network
เหมาะกับระบบกล้อง IP, NVR, Network Switch และระบบ CCTV ที่ใช้โครงสร้างแบบ Ethernet
การเชื่อมต่อทั่วไปคือ
IP Camera → LAN Cable → Surge Protector → NVR / Network Switch
Surge Protection for PoE CCTV
ใช้กับกล้อง IP Camera ที่รับไฟและข้อมูลผ่านสาย LAN เส้นเดียวกันด้วย PoE อุปกรณ์ประเภทนี้ต้องรองรับทั้ง Data และ Power บนสาย LAN
เหมาะกับระบบที่ใช้ PoE Switch หรือ PoE NVR
การเชื่อมต่อทั่วไปคือ
PoE Camera → PoE Surge Protector → PoE Switch / PoE NVR
2. แบ่งตามชนิดของสายสัญญาณ
Coaxial Surge Protector
ใช้กับสาย Coaxial และหัว BNC เหมาะกับกล้อง Analog, AHD, TVI และ CVI
จุดเด่นคือใช้งานง่าย ติดตั้งระหว่างสายกล้องกับ DVR หรือใกล้กล้องในจุดเสี่ยงได้ทันที
RJ45 / Ethernet Surge Protector
ใช้กับสาย LAN หัว RJ45 เหมาะกับ IP Camera และระบบ Network CCTV
รุ่นที่ดีควรรองรับความเร็วของระบบ เช่น 10/100Mbps หรือ Gigabit Ethernet และต้องไม่ทำให้สัญญาณ Network ลดลง
PoE Surge Protector
ใช้กับระบบกล้อง IP ที่จ่ายไฟผ่าน PoE โดยต้องรองรับมาตรฐาน PoE ที่ใช้งาน เช่น IEEE 802.3af, 802.3at หรือ 802.3bt ขึ้นอยู่กับกำลังไฟของกล้อง
Power Line Surge Protector
ใช้ป้องกันสายไฟเลี้ยงกล้อง เช่น 12VDC, 24VAC หรือ 220VAC ในบางระบบ เหมาะกับงานที่กล้องมีสายไฟแยกจากสายสัญญาณ
3. แบ่งตามตำแหน่งการติดตั้ง
ติดตั้งใกล้กล้อง
เหมาะกับกล้องที่ติดตั้งภายนอกอาคาร เสา CCTV หรือพื้นที่เปิด เพื่อป้องกันแรงดันที่เข้ามาจากบริเวณกล้องตั้งแต่ต้นทาง
ติดตั้งก่อนเข้า DVR / NVR / Switch
เหมาะกับการป้องกันอุปกรณ์หลักในห้อง Control Room หรือภายในตู้ Rack ช่วยลดความเสียหายก่อนแรงดันจะเข้าสู่เครื่องบันทึกหรือ Switch
ติดตั้งทั้งสองฝั่ง
ในงานที่มีความเสี่ยงสูง เช่น เดินสายภายนอกอาคาร ระยะไกล ข้ามอาคาร หรืออยู่ในพื้นที่ฟ้าผ่าบ่อย ควรติดตั้งทั้งฝั่งกล้องและฝั่งอุปกรณ์หลัก เพื่อเพิ่มระดับการป้องกัน
4. แบ่งตามจำนวนช่องสัญญาณ
1 Channel Surge Protector
เหมาะกับการป้องกันกล้องรายจุด ใช้กับกล้อง 1 ตัวต่อ 1 อุปกรณ์
Multi-Channel Surge Protector
เหมาะกับระบบที่มีกล้องหลายตัวรวมเข้าสู่ DVR หรือ Rack เช่น 4CH, 8CH, 16CH หรือมากกว่า ช่วยให้ติดตั้งเป็นระเบียบและดูแลรักษาง่าย
ตัวอย่างการใช้งาน Surge Protection for CCTV
ตัวอย่างที่ 1: กล้อง Analog / HD Analog เดินสาย Coaxial กลางแจ้ง

Camera → Coaxial Cable → BNC Surge Protector → DVR
เหมาะกับกล้องที่ติดตั้งภายนอกอาคาร เช่น เสารั้ว หน้าประตู ลานจอดรถ หรือจุดที่สาย Coaxial เดินยาว
ตัวอย่างที่ 2: IP Camera ใช้สาย LAN

IP Camera → LAN Surge Protector → Network Switch / NVR
เหมาะกับระบบ IP CCTV ที่ใช้สาย Cat5e หรือ Cat6 เดินจากกล้องเข้าสู่ตู้ Network
ตัวอย่างที่ 3: PoE Camera ภายนอกอาคาร

PoE Camera → PoE Surge Protector → PoE Switch
เหมาะกับกล้องที่รับไฟและข้อมูลผ่านสาย LAN เส้นเดียวกัน โดยเฉพาะกล้อง Outdoor, กล้อง PTZ หรือกล้องติดเสาสูง
ตัวอย่างที่ 4: ระบบ CCTV ข้ามอาคาร

กล้องอาคาร A → Surge Protector → สายสัญญาณ → Surge Protector → DVR / NVR อาคาร B
เหมาะกับโครงการที่เดินสายข้ามอาคารหรือข้ามพื้นที่ ซึ่งมีความเสี่ยงจาก Ground Potential Difference และแรงดันเหนี่ยวนำ
ตัวอย่างที่ 5: ตู้ Outdoor CCTV Cabinet

Camera Pole → Surge Protector → Outdoor Cabinet → Switch / Media Converter / NVR
เหมาะกับงานถนน, โครงการราชการ, โรงงาน, Solar Farm หรือระบบ CCTV ที่ติดตั้งในตู้ภายนอกอาคาร
การติดตั้ง Surge Protection ให้ได้ผล ต้องดูอะไรบ้าง?
1. ต้องมีระบบกราวด์ที่ดี
Surge Protector ไม่ใช่อุปกรณ์ที่ทำงานได้สมบูรณ์แบบเพียงแค่เสียบต่อสาย หากไม่มีกราวด์ที่ดี กระแส Surge จะไม่มีทางระบายออกอย่างเหมาะสม ทำให้ประสิทธิภาพการป้องกันลดลงมาก
2. ติดตั้งให้ใกล้อุปกรณ์ที่ต้องการป้องกัน
ควรติดตั้งใกล้กล้องหรือใกล้ DVR / NVR / Switch ตามจุดเสี่ยง เพื่อให้แรงดันเกินถูกระบายออกก่อนเข้าสู่อุปกรณ์
3. เลือกให้ตรงกับชนิดสัญญาณ
| ระบบ Coaxial ต้องใช้ BNC Surge Protector
| ระบบ IP Camera ต้องใช้ RJ45 / Ethernet Surge Protector
| ระบบ PoE ต้องใช้ PoE Surge Protector
| ระบบไฟเลี้ยงแยกต้องใช้ Power Surge Protector
4. ตรวจสอบมาตรฐานสัญญาณและความเร็ว
สำหรับ IP Camera ต้องเลือกอุปกรณ์ที่รองรับความเร็ว Network ที่ใช้งาน เช่น 100Mbps หรือ Gigabit และหากเป็น PoE ต้องรองรับกำลังไฟของกล้อง
5. ระวังการต่อสายกราวด์ยาวเกินไป
สายกราวด์ของ Surge Protector ควรสั้น ตรง และมีขนาดเหมาะสม เพราะสายกราวด์ที่ยาวหรือคดเคี้ยวมากจะทำให้ประสิทธิภาพการระบาย Surge ลดลง
6. ใช้ร่วมกับระบบป้องกันไฟกระชากหลายชั้น
ในระบบ CCTV ที่มีความเสี่ยงสูง ควรออกแบบการป้องกันเป็นหลายชั้น เช่น SPD ที่ตู้ไฟหลัก, SPD ที่ตู้ย่อย, Surge Protection ที่สายสัญญาณ และ Surge Protection ใกล้อุปกรณ์ปลายทาง
Surge Protection for CCTV ต่างจาก SPD ไฟฟ้าอย่างไร?
หลายคนอาจเข้าใจว่าเมื่อมี SPD ที่ตู้ไฟแล้ว ระบบ CCTV จะปลอดภัยทั้งหมด แต่จริง ๆ แล้ว SPD ที่ตู้ไฟและ Surge Protection สำหรับ CCTV ทำหน้าที่ป้องกันคนละเส้นทาง
SPD ไฟฟ้า ป้องกันแรงดันเกินที่เข้ามาทางระบบไฟ AC เช่น MDB, Consumer Unit หรือตู้ไฟย่อย
Surge Protection for CCTV ป้องกันแรงดันเกินที่เข้ามาทางสายสัญญาณหรือสายไฟเลี้ยงของกล้อง เช่น Coaxial, LAN, PoE หรือ DC Power
ดังนั้น ในระบบที่ต้องการความปลอดภัยสูง ควรใช้ทั้งสองส่วนร่วมกัน เพื่อป้องกันทั้งทางไฟฟ้าและทางสายสัญญาณ
อาการที่บอกว่าระบบ CCTV อาจต้องติดตั้ง Surge Protection
ระบบ CCTV ที่ควรพิจารณาติดตั้ง Surge Protection มักมีอาการหรือสภาพแวดล้อมเหล่านี้
| กล้องเสียบ่อยหลังฝนตกหรือฟ้าร้อง
| ภาพหายเป็นบางกล้องหลังมีไฟดับหรือไฟกระชาก
| พอร์ต PoE Switch เสียบ่อย
| ช่อง BNC ของ DVR เสียเป็นบางช่อง
| NVR หรือ Switch เสียหลังเกิดพายุฝน
| กล้องติดตั้งบนเสาสูงหรือโครงสร้างโลหะ
| เดินสายกล้องภายนอกอาคารระยะไกล
| ระบบ CCTV เดินสายข้ามอาคาร
| ติดตั้งในโรงงานที่มีเครื่องจักรหรือมอเตอร์ขนาดใหญ่
| มีปัญหา Ground Loop หรือภาพรบกวนในระบบ Analog
วิธีเลือก Surge Protection for CCTV ให้เหมาะกับงาน
1. ดูก่อนว่าเป็นระบบ Analog, HD Analog หรือ IP Camera
| ถ้าเป็น AHD, TVI, CVI หรือ Analog ใช้รุ่น BNC / Coaxial
| ถ้าเป็น IP Camera ใช้รุ่น RJ45 / Ethernet
| ถ้าเป็น PoE Camera ใช้รุ่น RJ45 ที่รองรับ PoE
2. ดูว่าสายสัญญาณมีไฟเลี้ยงมาด้วยหรือไม่
บางระบบมีแค่สัญญาณภาพ แต่บางระบบมีไฟเลี้ยงรวมอยู่ด้วย เช่น PoE หรือ Power over Coaxial จึงต้องเลือกอุปกรณ์ที่รองรับรูปแบบไฟเลี้ยงนั้น
3. ดูตำแหน่งติดตั้ง
| ถ้ากล้องอยู่ภายนอกอาคาร ควรติดตั้งใกล้กล้อง
| ถ้าต้องการป้องกันอุปกรณ์หลัก ควรติดตั้งก่อนเข้า DVR, NVR หรือ Switch
| ถ้างานเสี่ยงสูง ควรติดตั้งทั้งสองฝั่ง
4. ดูระบบกราวด์
ก่อนติดตั้งควรตรวจสอบว่ามีจุดกราวด์ที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะถ้ากราวด์ไม่ดี Surge Protector จะทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
5. ดูสภาพแวดล้อม
ถ้าติดตั้งภายนอกอาคาร ควรอยู่ในกล่องกันน้ำหรือตู้ Outdoor ที่เหมาะสม เพื่อป้องกันความชื้น ฝุ่น และน้ำเข้าอุปกรณ์
6. ดูค่ารองรับแรงดันและกระแส Surge
ควรเลือกอุปกรณ์ที่มีสเปคเหมาะกับความเสี่ยงของหน้างาน เช่น งานภายในอาคาร งาน Outdoor งานเสาสูง หรืองานที่อยู่ในพื้นที่ฟ้าผ่าบ่อย
ข้อควรระวังในการใช้งาน Surge Protection for CCTV
1. Surge Protector ไม่ได้ป้องกันฟ้าผ่าโดยตรง 100%
หากฟ้าผ่าลงอุปกรณ์โดยตรง พลังงานมีค่าสูงมากจนเกินกว่าที่อุปกรณ์ขนาดเล็กจะรับได้ Surge Protector ช่วยลดความเสียหายจากแรงดันเหนี่ยวนำและไฟกระชาก แต่ไม่สามารถรับประกันการป้องกันฟ้าผ่าโดยตรงได้ทั้งหมด
2. ต้องต่อกราวด์เสมอ
การไม่ต่อกราวด์ หรือกราวด์ไม่ดี จะทำให้อุปกรณ์ป้องกันไฟกระชากทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
3. ต้องเลือกให้ตรงกับสัญญาณ
การนำ Surge Protector ผิดประเภทมาใช้ อาจทำให้สัญญาณลดลง, PoE ไม่จ่ายไฟ, ภาพรบกวน หรือระบบใช้งานไม่ได้
4. ต้องตรวจสอบหลังเกิดเหตุไฟกระชากรุนแรง
หลังเกิดฟ้าผ่าหรือ Surge ขนาดใหญ่ ควรตรวจสอบ Surge Protector เพราะอุปกรณ์อาจเสื่อมสภาพหรือเสียหายจากการรับพลังงานเกิน
5. ต้องออกแบบร่วมกับระบบสายดินและ SPD หลัก
Surge Protection สำหรับ CCTV ควรเป็นส่วนหนึ่งของระบบป้องกันไฟกระชากทั้งระบบ ไม่ควรมองเป็นอุปกรณ์เดี่ยวที่แก้ปัญหาได้ทุกอย่าง
สินค้าแนะนำจาก BISMON
| Surge Protection for CCTV (HD-AHD, TVI, CVI)
| Surge Protection for CCTV (IP Camera)
สรุป
Surge Protection for CCTV เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยป้องกันระบบกล้องวงจรปิดจากไฟกระชาก แรงดันเหนี่ยวนำ ฟ้าผ่าใกล้เคียง และปัญหาที่เกิดจากระบบกราวด์หรือสายสัญญาณภายนอกอาคาร
อุปกรณ์นี้เหมาะกับทั้งระบบ Analog CCTV, HD Analog, IP Camera และ PoE CCTV โดยควรเลือกให้ตรงกับชนิดของสัญญาณ เช่น BNC สำหรับสาย Coaxial, RJ45 สำหรับ IP Camera, PoE Surge สำหรับกล้อง PoE และ Power Surge สำหรับสายไฟเลี้ยงกล้อง
การติดตั้งที่ถูกต้องควรมีระบบกราวด์ที่ดี เลือกตำแหน่งติดตั้งใกล้อุปกรณ์ที่ต้องการป้องกัน และในงานที่มีความเสี่ยงสูงควรติดตั้งทั้งฝั่งกล้องและฝั่งอุปกรณ์หลัก เพื่อช่วยลดความเสียหาย ลด Downtime และยืดอายุการใช้งานของระบบ CCTV ในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Surge Protection for CCTV
1. Surge Protection for CCTV คืออะไร?
Surge Protection for CCTV คืออุปกรณ์ป้องกันไฟกระชากสำหรับระบบกล้องวงจรปิด ใช้ป้องกันแรงดันเกินที่เข้ามาทางสายสัญญาณหรือสายไฟ เช่น Coaxial, LAN, PoE หรือ DC Power เพื่อลดความเสียหายต่อกล้อง, DVR, NVR และ Switch
2. จำเป็นต้องติดตั้ง Surge Protection กับกล้องทุกตัวไหม?
ไม่จำเป็นทุกกรณี แต่ควรติดตั้งกับกล้องที่มีความเสี่ยงสูง เช่น กล้อง Outdoor, กล้องติดเสา, กล้องเดินสายไกล, กล้องข้ามอาคาร หรือกล้องที่เคยมีปัญหาเสียหลังฝนตกและฟ้าร้อง
3. กล้อง IP Camera ต้องใช้ Surge Protection แบบไหน?
ควรใช้ RJ45 / Ethernet Surge Protector และหากกล้องเป็น PoE ต้องเลือกแบบที่รองรับ PoE ด้วย เพื่อให้สามารถป้องกันได้ทั้ง Data และ Power บนสาย LAN เส้นเดียวกัน
4. กล้อง Analog, AHD, TVI, CVI ใช้ Surge Protection แบบไหน?
ควรใช้แบบ Coaxial หรือ BNC Surge Protector เพราะระบบเหล่านี้ส่งสัญญาณภาพผ่านสาย Coaxial และหัวต่อ BNC
5. Surge Protector ต้องต่อกราวด์ไหม?
ต้องต่อกราวด์ เพราะกราวด์เป็นทางระบายกระแส Surge ออกจากระบบ หากไม่ต่อกราวด์ อุปกรณ์จะป้องกันได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
6. ถ้ามี SPD ที่ตู้ไฟแล้ว ยังต้องติด Surge Protection ที่กล้องไหม?
ควรติดตั้งเพิ่มเติมในระบบที่มีความเสี่ยง เพราะ SPD ที่ตู้ไฟป้องกันทางไฟ AC เป็นหลัก แต่ Surge Protection for CCTV ป้องกันแรงดันที่เข้ามาทางสายสัญญาณ เช่น Coaxial, LAN หรือ PoE
7. Surge Protection ป้องกันฟ้าผ่าได้ 100% หรือไม่?
ไม่สามารถป้องกันฟ้าผ่าโดยตรงได้ 100% เพราะพลังงานจากฟ้าผ่าโดยตรงสูงมาก แต่อุปกรณ์ช่วยลดความเสียหายจากไฟกระชาก ฟ้าผ่าใกล้เคียง และแรงดันเหนี่ยวนำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
8. ควรติดตั้ง Surge Protector ตรงไหน?
ควรติดตั้งใกล้อุปกรณ์ที่ต้องการป้องกัน เช่น ใกล้กล้อง, ก่อนเข้า DVR / NVR / Switch หรือทั้งสองฝั่งในกรณีที่เดินสายภายนอกอาคารหรือข้ามอาคาร
9. PoE Surge Protector ใช้กับกล้อง IP ทั่วไปได้ไหม?
ใช้ได้ หากกล้อง IP ใช้สาย LAN และอุปกรณ์ Surge Protector รองรับความเร็ว Network และมาตรฐาน PoE ที่ใช้งาน เช่น 802.3af, 802.3at หรือ 802.3bt
10. ติดตั้ง Surge Protection แล้วภาพจะดรอปไหม?
ถ้าเลือกอุปกรณ์ที่ตรงกับระบบและมีคุณภาพ สัญญาณภาพหรือข้อมูลไม่ควรได้รับผลกระทบ แต่หากเลือกผิดประเภทหรือคุณภาพต่ำ อาจทำให้ภาพรบกวน ความเร็วตก หรือ PoE จ่ายไฟไม่เสถียร
11. ระบบ CCTV ข้ามอาคารควรติดตั้งอย่างไร?
ควรติดตั้ง Surge Protection ทั้งสองฝั่งของสายที่ข้ามอาคาร และตรวจสอบระบบกราวด์ของแต่ละอาคารให้ถูกต้อง เพราะงานข้ามอาคารมีความเสี่ยงจาก Ground Potential Difference และแรงดันเหนี่ยวนำสูง
12. Surge Protector มีอายุการใช้งานไหม?
มี อุปกรณ์อาจเสื่อมสภาพหลังรับ Surge หลายครั้งหรือรับแรงดันขนาดใหญ่ ควรตรวจสอบเป็นระยะ โดยเฉพาะหลังเกิดพายุ ฟ้าผ่า หรือไฟกระชากรุนแรง
13. กล้องติดเสาสูงจำเป็นต้องมี Surge Protection หรือไม่?
ควรมี เพราะกล้องติดเสาสูงมีโอกาสได้รับแรงดันเหนี่ยวนำจากฟ้าผ่าใกล้เคียงมากกว่ากล้องภายในอาคาร โดยเฉพาะเมื่อติดตั้งในพื้นที่โล่ง ถนน ลานจอดรถ หรือโรงงาน
14. Surge Protection for CCTV ใช้กับตู้ Outdoor Cabinet ได้ไหม?
ใช้ได้ และเหมาะมาก โดยมักติดตั้งภายในตู้ Outdoor Cabinet ก่อนเข้าสู่ Switch, Media Converter, NVR หรืออุปกรณ์ Network เพื่อป้องกันอุปกรณ์ในตู้จากไฟกระชากที่มาทางสายภายนอก
15. เลือก Surge Protection for CCTV ต้องดูอะไรบ้าง?
ควรดูประเภทกล้อง, ชนิดสายสัญญาณ, รองรับ PoE หรือไม่, ความเร็ว Network, ตำแหน่งติดตั้ง, ระบบกราวด์, สภาพแวดล้อม และระดับความเสี่ยงของหน้างาน เช่น Indoor, Outdoor, เสาสูง หรือข้ามอาคาร
Recomended Article : บทความอื่นที่คุณอาจสนใจ
๐ AFL Products Test & Inspection fiber optic cable 2021
๐ Cat5/Cat.6 UTP Solution ทั้งระบบมีอะไร บ้างและทำไมต้องใช้
๐ คู่มือเครื่องมือไฟเบอร์ออปติก BISMON (Fiber Optic Tool Kits)
๐ อุปกรณ์ต่อพ่วงที่จำเป็นสำหรับระบบที่ต้องใช้งาน PoE(Power Over Ethernet) มีอะไรบ้าง?
๐ วิธีตรวจสอบสายไฟเบอร์ออฟติกมีปัญหาเบื้องต้น How do you fault find Fibre optic cable?