Switch L2 vs Switch L3 ต่างกันอย่างไร?
Switch L2 vs Switch L3 ต่างกันอย่างไร? คู่มือเลือกใช้งาน Layer 2 และ Layer 3 Switch สำหรับระบบ Network / Fiber Optic
หลังจากเข้าใจฟังก์ชั่นของ Managed Switch แล้ว อีกหนึ่งหัวข้อสำคัญที่มักเจอในงานออกแบบระบบ Network คือ:
ควรใช้ Switch L2 หรือ Switch L3?
หลายคนอาจเห็นว่า Switch ทั้งสองแบบหน้าตาคล้ายกัน มี Port LAN / SFP เหมือนกัน และบางรุ่นก็เป็น Managed Switch เหมือนกัน แต่ในเชิงการทำงาน Layer 2 Switch และ Layer 3 Switch มีหน้าที่ต่างกันชัดเจน
พูดให้เข้าใจง่าย:
| Switch L2 ทำหน้าที่ “สลับข้อมูลภายในวง LAN” โดยอ้างอิง MAC Address
| Switch L3 ทำหน้าที่ได้ทั้ง Switching และ Routing โดยสามารถส่งข้อมูลข้าม VLAN หรือข้าม Network ได้จากตัว Switch เอง
การเลือกผิดอาจทำให้ระบบไม่ตอบโจทย์
เช่น ต้องการแยก VLAN หลายวงแต่สื่อสารกันไม่ได้, Router ทำงานหนักเกินไป, Uplink เกิดคอขวด หรือระบบใหญ่ขยายยาก
1. OSI Layer คืออะไร และเกี่ยวข้องกับ Switch อย่างไร?
การเรียก L2 และ L3 มาจากโมเดล OSI ซึ่งใช้แบ่งระดับการทำงานของระบบเครือข่าย
Layer 2: Data Link Layer
Layer 2 ทำงานกับ MAC Address เป็นหลัก
อุปกรณ์ที่ทำงานระดับนี้จะสนใจว่าอุปกรณ์ปลายทางอยู่ที่ Port ไหนบน Switch และส่ง Frame ไปยัง Port นั้น
ตัวอย่างการทำงาน:
| เครื่องคอมพิวเตอร์ A ส่งข้อมูลไปหาเครื่อง B ใน VLAN เดียวกัน
| กล้อง IP ส่งข้อมูลไปยัง NVR ใน VLAN เดียวกัน
| Access Switch ส่งข้อมูลภายในวง LAN เดียวกัน
Layer 3: Network Layer
Layer 3 ทำงานกับ IP Address เป็นหลัก
อุปกรณ์ที่ทำงานระดับนี้จะสามารถตัดสินใจส่งข้อมูลข้าม Network หรือข้าม VLAN ได้
ตัวอย่างการทำงาน:
| VLAN Office ต้องการติดต่อ VLAN Server
| VLAN CCTV ต้องการส่งข้อมูลไปยัง NVR คนละ Subnet
| หลายอาคารต้อง Route ข้อมูลผ่าน Fiber Backbone
| Switch ทำ Inter-VLAN Routing แทน Router
2. Switch L2 คืออะไร?

Layer 2 Switch คือ Switch ที่ทำงานในระดับ MAC Address ใช้สำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์ภายใน Network หรือ VLAN เดียวกัน และรองรับฟังก์ชั่นพื้นฐานของ Managed Switch เช่น VLAN, Trunk, STP, QoS และ Port Security
หน้าที่หลักของ Switch L2
| เชื่อมต่ออุปกรณ์ภายใน LAN
| ส่งข้อมูลตาม MAC Address
| แยก Network ด้วย VLAN
| ส่งหลาย VLAN ผ่าน Trunk Port
| ป้องกัน Loop ด้วย STP / RSTP
| จัดการ Traffic เบื้องต้นด้วย QoS
| ใช้เป็น Access Switch หรือ Distribution Switch
3. Switch L3 คืออะไร?

Layer 3 Switch คือ Switch ที่ทำงานได้ทั้ง Layer 2 และ Layer 3 กล่าวคือสามารถทำ Switching ตาม MAC Address ได้เหมือน L2 และยังสามารถทำ Routing ตาม IP Address ได้เหมือน Router บางส่วน
หน้าที่หลักของ Switch L3
| ทำงานเหมือน Switch L2 ได้ครบ
| ทำ Inter-VLAN Routing
| สร้าง Gateway ให้แต่ละ VLAN
| ทำ Static Route
| รองรับ Dynamic Routing บางรุ่น เช่น RIP, OSPF
| ลดภาระ Router หลัก
| ใช้เป็น Core Switch หรือ Distribution Switch ในระบบใหญ่
4. เปรียบเทียบ Switch L2 และ Switch L3
| หัวข้อ | Switch L2 | Switch L3 |
|---|---|---|
| การทำงานหลัก | Switching | Switching + Routing |
| ใช้ MAC Address | ได้ | ได้ |
| ใช้ IP Address ในการ Route | ไม่ได้ / จำกัดมาก | ได้ |
| VLAN | รองรับ | รองรับ |
| Trunk Port | รองรับ | รองรับ |
| Inter-VLAN Routing | ไม่รองรับ | รองรับ |
| Static Route | ไม่รองรับ | รองรับ |
| Dynamic Routing | ไม่รองรับ | บางรุ่นรองรับ |
| เหมาะกับ | Access Layer | Core / Distribution |
| ราคาประมาณ | ต่ำกว่า | สูงกว่า |
| ความซับซ้อน | น้อยกว่า | มากกว่า |
5. ทำไมต้องแยก Switch L2 และ L3?
เหตุผลสำคัญคือ ขนาดและรูปแบบของระบบ Network ไม่เหมือนกัน
ถ้าเป็นระบบเล็กที่อุปกรณ์อยู่ในวงเดียวกัน หรือแค่ต้องการแยก VLAN แล้วให้ Router เป็นคน Route ข้าม VLAN การใช้ L2 Switch ก็เพียงพอ
แต่ถ้าเป็นระบบใหญ่ที่มีหลาย VLAN หลายอาคาร หลายแผนก หรือมี Traffic ข้าม VLAN จำนวนมาก การให้ Router ทำทุกอย่างอาจเกิดคอขวด ดังนั้น L3 Switch จะเข้ามาช่วย Route ภายในระบบ LAN ได้เร็วกว่าและเสถียรกว่า
6. ฟังก์ชั่นสำคัญของ Switch L2
6.1 MAC Address Table
Switch L2 จะเรียนรู้ว่า MAC Address ของอุปกรณ์อยู่ที่ Port ใด แล้วส่งข้อมูลไปยัง Port ที่ถูกต้อง
ใช้งานอย่างไร?
เมื่อ PC, Camera หรือ NVR ต่อเข้ากับ Switch ตัว Switch จะเรียนรู้ MAC Address อัตโนมัติ ไม่ต้องตั้งค่าเอง
สำคัญอย่างไร?
ช่วยให้ข้อมูลไม่กระจายไปทุก Port และทำให้ LAN มีประสิทธิภาพกว่า Hub รุ่นเก่า
6.2 VLAN
VLAN ใช้แบ่ง Network ออกเป็นหลายกลุ่ม แม้ใช้ Switch ตัวเดียวกัน
ตัวอย่าง:
| VLAN 10 = Office
| VLAN 20 = CCTV
| VLAN 30 = Guest Wi-Fi
ทำไม L2 ต้องมี VLAN?
เพราะ L2 Switch ไม่สามารถ Route ข้าม VLAN ได้เอง แต่สามารถ “แบ่งพื้นที่” Network ให้แยกจากกันได้
6.3 Access Port
Access Port คือ Port ที่กำหนดให้อยู่ใน VLAN เดียว มักใช้กับอุปกรณ์ปลายทาง
ตัวอย่าง:
| Port กล้อง IP = VLAN CCTV
| Port PC = VLAN Office
| Port Printer = VLAN Office
6.4 Trunk Port
Trunk Port ใช้ส่งหลาย VLAN ผ่านสายเส้นเดียว เหมาะกับการเชื่อม Switch เข้าหากันหรือเชื่อมผ่าน Fiber
ตัวอย่าง:
L2 Switch ชั้น 1 ส่ง VLAN 10, 20, 30 ไปยัง Core Switch ผ่าน SFP Fiber
6.5 STP / RSTP / MSTP
ฟังก์ชั่นป้องกัน Network Loop
สำคัญกับ L2 อย่างไร?
Loop มักเกิดใน Layer 2 และอาจทำให้ Broadcast วิ่งวนจนระบบล่ม ดังนั้น STP/RSTP เป็นฟังก์ชั่นสำคัญมากของ L2 Switch
6.6 QoS
ใช้จัดลำดับความสำคัญของข้อมูล เช่น Voice, Video, CCTV หรือ Control Signal
สำคัญกับ L2 อย่างไร?
แม้ L2 จะ Route ไม่ได้ แต่ยังสามารถจัด Priority ของ Frame หรือ Packet ที่วิ่งผ่าน Switch ได้
6.7 Port Security
ใช้จำกัด MAC Address ที่อนุญาตให้ใช้ Port นั้น
เหมาะกับ:
| CCTV
| Office
| Access Control
| จุดที่ไม่ต้องการให้อุปกรณ์แปลกปลอมเข้าระบบ
6.8 IGMP Snooping
ใช้จัดการ Multicast Traffic เช่น IPTV หรือ CCTV Multicast ไม่ให้กระจายไปทุก Port
7. ฟังก์ชั่นสำคัญของ Switch L3
Switch L3 จะมีฟังก์ชั่นของ L2 ทั้งหมด และเพิ่มฟังก์ชั่นด้าน Routing เข้ามา
7.1 Inter-VLAN Routing
เป็นฟังก์ชั่นสำคัญที่สุดของ L3 Switch
คืออะไร?
การทำให้ VLAN ต่างๆ สามารถสื่อสารกันได้
ตัวอย่าง:
| VLAN Office ต้องการเข้าถึง Server VLAN
| VLAN CCTV ต้องการส่งภาพไปยัง NVR
| VLAN Wi-Fi ต้องออก Internet ผ่าน Gateway
ทำไมต้องใช้ L3?
ถ้าใช้ L2 อย่างเดียว VLAN จะถูกแยกออกจากกัน และต้องใช้ Router ทำ Routing แต่ถ้าใช้ L3 Switch สามารถทำ Gateway ของแต่ละ VLAN ได้ในตัว
7.2 SVI: Switch Virtual Interface
SVI คือ Interface เสมือนของ VLAN บน L3 Switch
ตัวอย่าง:
| VLAN 10 Gateway = 192.168.10.1
| VLAN 20 Gateway = 192.168.20.1
| VLAN 30 Gateway = 192.168.30.1
ใช้งานอย่างไร?
ผู้ดูแลระบบสร้าง SVI ให้แต่ละ VLAN เพื่อให้ L3 Switch เป็น Gateway และ Route ข้าม VLAN ได้
7.3 Static Routing
Static Route คือการกำหนดเส้นทางด้วยมือ
เหมาะกับ:
| ระบบไม่ซับซ้อน
| เชื่อมหลาย Subnet
| เชื่อมกับ Router หลัก
| ระบบ CCTV / Office / Building Network
7.4 Dynamic Routing
บาง L3 Switch รองรับ Dynamic Routing เช่น:
| RIP
| OSPF
| VRRP
| BGP ในรุ่นสูง
เหมาะกับ:
| Campus Network
| Data Center
| หลายอาคาร
| ระบบที่มีเส้นทางสำรองหลายเส้น
7.5 ACL ระดับ Layer 3
L3 Switch สามารถทำ ACL โดยอ้างอิง IP Address, Subnet หรือ Protocol ได้
ตัวอย่าง:
| Guest VLAN ห้ามเข้าถึง Server VLAN
| CCTV VLAN เข้าถึงได้เฉพาะ NVR
| Office VLAN เข้าถึง Printer ได้ แต่ห้ามเข้าถึง Management VLAN
7.6 DHCP Relay
DHCP Relay ช่วยส่งคำขอ IP จาก VLAN ต่างๆ ไปยัง DHCP Server กลาง
เหมาะกับ:
ระบบที่มีหลาย VLAN แต่ต้องการใช้ DHCP Server ตัวเดียว
7.7 VRRP / Gateway Redundancy
บาง L3 Switch รองรับ Gateway Redundancy เช่น VRRP เพื่อทำ Gateway สำรอง
เหมาะกับ:
| Core Network
| ระบบที่ต้องการ Uptime สูง
| โรงงาน / Data Center
8. ฟังก์ชั่นไหนจำเป็นสำหรับ L2 และ L3?
ฟังก์ชั่นสำคัญของ Switch L2
| VLAN
| Access Port
| Trunk Port
| STP / RSTP
| QoS
| Port Security
| IGMP Snooping
| Storm Control
| SNMP
ฟังก์ชั่นสำคัญของ Switch L3
| ทุกฟังก์ชั่นของ L2
| Inter-VLAN Routing
| SVI
| Static Route
| DHCP Relay
| Layer 3 ACL
| Dynamic Routing
| VRRP / Gateway Redundancy
9. ตัวอย่างการใช้งาน Switch L2
9.1 ระบบ Office ขนาดเล็ก
ใช้ L2 Switch เพื่อเชื่อมต่อ PC, Printer, Access Point และ Router
9.2 ระบบ CCTV
ใช้ L2 PoE Switch สำหรับต่อกล้อง และส่ง Uplink ไปยัง NVR หรือ Core Switch
9.3 Access Switch ในอาคาร
ใช้ L2 Switch เป็นปลายทางให้ผู้ใช้ และส่ง Trunk ไปยัง Core Switch
9.4 Fiber Uplink ระหว่างอาคาร
ใช้ L2 Switch ที่มี SFP Port ส่ง VLAN ผ่าน Fiber ไปยัง L3 Core Switch
10. ตัวอย่างการใช้งาน Switch L3
10.1 Core Switch ขององค์กร
ใช้ L3 Switch เป็น Gateway ของแต่ละ VLAN และ Route ข้าม VLAN ภายในองค์กร
10.2 ระบบหลายอาคาร
ใช้ L3 Switch เชื่อมหลายอาคารผ่าน Fiber Backbone และจัดการ Routing ภายใน
10.3 Data Center
ใช้ L3 Switch สำหรับ Route ระหว่าง Server VLAN, Storage VLAN, Management VLAN
10.4 โรงงาน / Industrial Network
ใช้ L3 Switch แยก PLC, CCTV, SCADA, Office และทำ Routing เฉพาะที่จำเป็น
11. เลือก L2 หรือ L3 ดี?
เลือก Switch L2 ถ้า:
| ระบบไม่ซับซ้อน
| ใช้ Router เป็น Gateway หลัก
| ต้องการแค่ VLAN / Trunk
| ใช้เป็น Access Switch
| งบประมาณจำกัด
| ไม่ต้อง Route ข้าม VLAN ที่ Switch
เลือก Switch L3 ถ้า:
| มีหลาย VLAN
| ต้องการ Inter-VLAN Routing
| มี Traffic ข้าม VLAN จำนวนมาก
| ต้องการลดภาระ Router
| มีหลายอาคารหรือหลาย Subnet
| ต้องการ Core Switch
| ต้องการ Gateway Redundancy
12. ออกแบบระบบแบบผสม L2 + L3 อย่างไร?
ในงานจริงนิยมใช้ทั้ง L2 และ L3 ร่วมกัน
ตัวอย่างโครงสร้าง
| Access Layer: ใช้ L2 Switch
| Distribution Layer: ใช้ L2/L3 Switch
| Core Layer: ใช้ L3 Switch
ตัวอย่าง
กล้อง CCTV ต่อเข้ากับ L2 PoE Switch
จากนั้นส่ง Trunk ผ่าน Fiber ไปยัง L3 Core Switch
L3 Core Switch ทำ Gateway ของ VLAN CCTV และ Route ไปยัง NVR / Server
ข้อดี:
| ประหยัดงบ
| ขยายง่าย
| จัดการ Traffic ได้ดี
| ลดภาระ Router
13. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
X คิดว่า L2 ทำ Routing ได้
L2 แยก VLAN ได้ แต่ไม่สามารถ Route ข้าม VLAN ได้เอง
X ใช้ Router ตัวเดียว Route ทุก VLAN ในระบบใหญ่
อาจทำให้ Router เป็นคอขวด
X ไม่ออกแบบ Gateway ให้ชัดเจน
ทำให้ Network ซ้อนกัน แก้ปัญหายาก
X ตั้ง Trunk ผิด
VLAN ไม่ผ่าน หรืออุปกรณ์ปลายทางใช้งานไม่ได้
X ใช้ L3 แต่ไม่ทำ ACL
ทำให้ VLAN ที่ควรแยกสามารถเข้าหากันได้ทั้งหมด
14. Checklist ก่อนเลือก L2 หรือ L3
| ต้องมี VLAN กี่วง?
| VLAN ต้องสื่อสารกันหรือไม่?
| ใครเป็น Gateway ของแต่ละ VLAN?
| มี Router เพียงพอหรือไม่?
| Traffic ข้าม VLAN มากแค่ไหน?
| ต้องใช้ Static Route หรือ Dynamic Route?
| ต้องมี Gateway สำรองหรือไม่?
| ใช้ Switch เป็น Access หรือ Core?
| มี Fiber Backbone หรือไม่?
| ต้องการ ACL ระดับ IP หรือไม่?
15. สรุป
Switch L2 และ Switch L3 ไม่ได้แข่งขันกันโดยตรง แต่ถูกออกแบบมาใช้คนละบทบาทในระบบ Network
Switch L2
เหมาะกับ:
| Access Layer
| Office
| CCTV
| Wi-Fi
| ระบบที่ต้องการ VLAN และ Trunk
จุดเด่น:
| ใช้ง่าย
| ราคาประหยัดกว่า
| เหมาะกับอุปกรณ์ปลายทาง
Switch L3
เหมาะกับ:
| Core Layer
| Distribution Layer
| ระบบหลาย VLAN
| ระบบหลายอาคาร
| Fiber Backbone
จุดเด่น:
| ทำ Routing ได้
| ลดภาระ Router
| รองรับระบบใหญ่
| ควบคุม Traffic ระหว่าง VLAN ได้ดีกว่า
Key Takeaway
| L2 ใช้สำหรับเชื่อมต่อและแยก VLAN
| L3 ใช้สำหรับเชื่อมต่อ VLAN ให้คุยกันได้
ถ้าระบบมีหลาย VLAN และต้องการให้บาง VLAN สื่อสารกันอย่างมีประสิทธิภาพ L3 Switch คืออุปกรณ์ที่ควรมีใน Core Network
สินค้าแนะนำจาก BISMON
>> Ethernet Switch L2+/L2 Managed
>> Industrial Switches L2/L2+ Manage
>> Industrial Switches L3 Manage
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Switch L2 และ Switch L3
Q1: Switch L2 ทำ VLAN ได้ไหม?
ทำได้ L2 Switch จำนวนมากรองรับ VLAN แต่จะไม่สามารถ Route ข้าม VLAN ได้เอง
Q2: Switch L3 ต้องใช้ Router อีกไหม?
ยังต้องใช้ Router หรือ Firewall สำหรับออก Internet, NAT และ Security ขั้นสูง แต่ L3 Switch สามารถ Route ภายใน LAN ได้
Q3: Inter-VLAN Routing คืออะไร?
คือการทำให้ VLAN ต่างๆ สื่อสารกันได้ เช่น VLAN Office ติดต่อ VLAN Server ผ่าน L3 Switch
Q4: ถ้ามี VLAN แต่ใช้ L2 อย่างเดียว จะเกิดอะไร?
VLAN จะถูกแยกจากกันและคุยกันไม่ได้ ยกเว้นมี Router หรือ L3 Switch มาทำ Routing
Q5: L3 Switch แทน Firewall ได้ไหม?
ไม่ได้เต็มรูปแบบ L3 Switch ทำ Routing และ ACL ได้ แต่ Firewall มีฟังก์ชั่น Security ลึกกว่า เช่น NAT, IPS, VPN, Application Control
Q6: ระบบ CCTV ควรใช้ L2 หรือ L3?
กล้องปลายทางใช้ L2 PoE Switch ได้ แต่ถ้ามีหลาย VLAN หรือหลายอาคาร ควรมี L3 Core Switch เป็นศูนย์กลาง
Q7: L2 Switch ใช้กับ Fiber ได้ไหม?
ได้ ถ้ามี SFP Port สามารถใช้ Fiber Uplink ส่ง VLAN ผ่าน Trunk ไปยัง Switch ตัวอื่นได้
Q8: L3 Switch เร็วกว่า Router ไหม?
ในงาน Routing ภายใน LAN มักเร็วกว่า Router ทั่วไป เพราะออกแบบมาให้ Route Traffic ภายใน Network ด้วยความเร็วสูง
Q9: Static Route กับ Dynamic Routing ต่างกันอย่างไร?
Static Route ต้องตั้งเส้นทางเอง ส่วน Dynamic Routing เช่น OSPF จะแลกเปลี่ยนเส้นทางอัตโนมัติ เหมาะกับระบบใหญ่
Q10: ต้องใช้ L3 Switch ทุกระบบไหม?
ไม่จำเป็น ระบบเล็กใช้ L2 Switch ร่วมกับ Router ก็เพียงพอ แต่ระบบใหญ่หรือหลาย VLAN ควรใช้ L3
Q11: Trunk Port เป็นฟังก์ชั่นของ L2 หรือ L3?
เป็นฟังก์ชั่นของ L2 ใช้ส่งหลาย VLAN ผ่าน Port เดียว มักใช้กับ Uplink ระหว่าง Switch
Q12: SVI คืออะไร?
SVI คือ Interface เสมือนของ VLAN บน L3 Switch ใช้เป็น Gateway ให้ VLAN นั้นๆ และทำ Inter-VLAN Routing
Recomended Article : บทความอื่นที่คุณอาจสนใจ
๐ อุปกรณ์เสริมที่ใช้กับสาย UTP และสายสำเร็จรูป
๐ กล่องเก็บสายไฟเบอร์ออปติก 216 Core ขนาด 8U
๐ สายแลน Cat5e vs Cat6 vs Cat6A vs Cat7 vs Cat8 เลือกรุ่นไหนดี? [คู่มือ 2025]
๐ ความเร็วในระบบเครือข่าย 2.5 Gbps เหมาะกับระบบอะไร และทำไมถึงจำเป็นต้องเลือกใช้งาน?