Broadcom Data Center Switch 4 รูปแบบพอร์ต สำหรับ 4 ระดับการใช้งาน

Broadcom Data Center Switch 4 รูปแบบพอร์ต สำหรับ 4 ระดับการใช้งาน

4 รูปแบบพอร์ต สำหรับ 4 ระดับการใช้งาน — เลือกให้ตรงกับระบบของคุณ

Data Center Switch ไม่ได้เลือกจากคำว่า 100G อย่างเดียว หลังจากบทความก่อน เราพูดถึงสัญญาณเตือนว่า Managed L3 Switch Stack อาจเริ่มรองรับระบบที่เติบโตขึ้นไม่ไหว และทำไมองค์กรจึงเริ่มขยับไปสู่ Data Center & Cloud Switch แต่เมื่อเริ่มดูอุปกรณ์จริง หลายคนจะเจอคำถามต่อทันทีว่า…

 

“ควรเลือก 10G, 25G, 40G หรือ 100G?”
“ควรใช้เป็น Aggregation, Core หรือ Spine?”
“จำนวนพอร์ตเยอะกว่า หมายความว่าเหมาะกว่าจริงหรือไม่?”

 

Broadcom Data Center Switch 4 รูปแบบพอร์ต 10G 25G 40G 100G สำหรับ 4 ระดับการใช้งาน

 

1) จาก “ต้องเปลี่ยนหรือยัง?” สู่ “ควรเลือกรุ่นไหน?”

ในซีรีส์ Data Center ที่ผ่านมา เราตอบไปแล้วสองคำถามใหญ่ คือ “ระบบเดิมถึงเวลาต้องเปลี่ยนหรือยัง” (เมื่อ Managed L3 Stack เต็มขีดจำกัด) และ “จะเดินสาย จับคู่ Transceiver อย่างไรให้ถูก”

แต่คำถามที่ Engineer และ SI เจอทันทีหลังจากตัดสินใจได้ว่า “ต้องเปลี่ยนแน่นอน” คือ:

“แล้วผมควรซื้อรุ่นไหน?”

เพราะ Data Center Switch หน้าตาเหมือนกันเกือบหมด — ตัวเครื่อง 1U สีดำ พอร์ตแน่นเต็มหน้า แต่ ข้างในและรูปแบบพอร์ตต่างกันมาก และนี่คือจุดที่โครงการจำนวนมากตัดสินใจพลาด

บทความนี้จะทำให้คุณเลือกรุ่นได้ถูกตั้งแต่ครั้งแรก ด้วยหลักคิดง่าย ๆ เพียง 2 ข้อ

 

2) ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุด — เห็นคำว่า 100G ไม่ได้แปลว่าต้องเลือกรุ่นเดียวกัน

เปรียบเทียบการเลือก Data Center Switch จากความเร็วสูงสุด กับการเลือกให้เหมาะกับอุปกรณ์และการเติบโตของระบบ

หลายโครงการเลือกสวิตช์จาก “ตัวเลขความเร็วสูงสุด” อย่างเดียว — เห็น 100G ก็เลือก 100G ทั้งระบบ เพราะคิดว่าเร็วกว่าย่อมดีกว่า ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ:

เลือกจากความเร็วสูงสุด แต่ไม่เหมาะกับการใช้งานจริง
  • พอร์ตจำนวนมากไม่ได้ใช้งาน
  • ลงทุนสูงเกินความจำเป็น
  • ขยายระบบในอนาคตได้ยาก (งบหมดไปกับพอร์ตที่ไม่ได้ใช้)
เลือกให้เหมาะกับอุปกรณ์และการเติบโตของระบบ
  • ใช้งานพอร์ตได้คุ้มค่า
  • คุ้มค่าการลงทุน
  • รองรับการขยายระบบในอนาคต

ประเด็นสำคัญที่ต้องเข้าใจ: คำว่า “100G” ในสวิตช์แต่ละรุ่น ทำหน้าที่ไม่เหมือนกัน

  • ในรุ่น Access / Aggregation — 100G คือ “ทางขึ้น” (Uplink) ที่วิ่งไปหาแกนกลาง มีไม่กี่พอร์ตก็พอ
  • ในรุ่น Core / Spine — 100G คือ “พอร์ตใช้งานหลัก” ที่ต้องมีจำนวนมาก เพราะทุก Leaf ต้องต่อเข้ามา
ดังนั้นก่อนเลือกรุ่น ต้องดู 3 อย่างเสมอ: พอร์ตปลายทาง · Uplink · ตำแหน่งในระบบ

 

3) Broadcom Series มี 4 รูปแบบหลัก — 4 รูปแบบพอร์ต สำหรับ 4 ระดับการใช้งาน

Broadcom Series 4 รูปแบบพอร์ต 48x10G+6x40G, 48x10G+8x100G, 48x25G+8x100G, 32x100G+2x10G

แทนที่จะต้องไล่ดูสเปกทีละรุ่นจนตาลาย ให้จำเป็น 4 รูปแบบ ตามลักษณะพอร์ต ซึ่งครอบคลุมงาน Data Center แทบทั้งหมด:

รูปแบบ 01 — 48×10G + 6×40G : เริ่มต้นระบบ Aggregation 10G

พอร์ตใช้งาน 48×10G SFP+ พร้อม Uplink 6×40G QSFP+ เหมาะกับระบบที่อุปกรณ์ปลายทางยังเป็น 10G เป็นหลัก และต้องการรวมสัญญาณ (Aggregation) ในราคาที่คุ้มที่สุด

รูปแบบ 02 — 48×10G + 8×100G : 10G Access พร้อม Backbone 100G

พอร์ตใช้งาน 48×10G SFP+ แต่ยกระดับ Uplink เป็น 8×100G QSFP28 เหมาะกับระบบที่ปลายทางยังเป็น 10G แต่ต้องการแกนกลางที่แรงและพร้อมโตในอนาคต — เป็นรุ่นที่ “คุ้มที่สุดต่อการเติบโต”

รูปแบบ 03 — 48×25G + 8×100G : Server และ Storage Performance สูง

พอร์ตใช้งาน 48×25G SFP28 + Uplink 8×100G QSFP28 เหมาะกับ Server รุ่นใหม่และ Storage ที่มีการ์ดเน็ตเวิร์ก 25G รองรับงาน AI / HPC / Virtualization ที่ต้องการแบนด์วิดท์ต่อเครื่องสูง

รูปแบบ 04 — 32×100G + 2×10G : Core / Spine ความหนาแน่นสูง

พอร์ต 32×100G QSFP28 ทั้งเครื่อง (+ 2×10G SFP+ สำหรับงานจัดการ) เป็นสวิตช์แกนกลางที่ทุก Leaf วิ่งเข้ามาเชื่อม เหมาะกับสถาปัตยกรรม Spine-Leaf และโครงการขนาดใหญ่

ตารางเทียบ 4 รูปแบบ

รูปแบบ พอร์ตใช้งาน Uplink Throughput ตำแหน่งในระบบ Part Number (BISMON)
01 48 × 10G SFP+ 6 × 40G QSFP+ ~720 Gbps Aggregation / Leaf เริ่มต้น B1-S6750-48X6QB-AC
02 48 × 10G SFP+ 8 × 100G QSFP28 ~1.28 Tbps Premium Aggregation B1-S6750-48X8CQB-AC
03 48 × 25G SFP28 8 × 100G QSFP28 ~2.4 Tbps High-density Leaf / Server Access B1-S6750-48HX8CQB-AC
04 32 × 100G QSFP28 2 × 10G SFP+ (mgmt) ~6.4 Tbps Core / Spine B1-S6750-2X32CQB-AC

หมายเหตุ: ราคาและสเปกรายละเอียดดูได้ที่หน้าสินค้า หรือสอบถามทีมงาน BISMON — ราคาเป็นแบบ Ex-VAT และมีราคาพิเศษสำหรับ Dealer

 

4) วิธีเลือกที่ 1 — เริ่มเลือกจาก “อุปกรณ์ปลายทาง”

เลือก Data Center Switch จากอุปกรณ์ปลายทาง ระบบมาตรฐาน 10G ระบบประสิทธิภาพสูง 25G ระบบศูนย์กลางข้อมูล 100G

วิธีที่ตรงและผิดพลาดน้อยที่สุด คือ เริ่มนับจากปลายทางเข้ามาหาแกนกลาง ไม่ใช่เริ่มจากตัวเลขความเร็วสูงสุด

ระบบมาตรฐาน — เชื่อมต่อ Server ทั่วไป (พอร์ต 10G)

Server ทั่วไป กล้อง IP NVR และอุปกรณ์ในองค์กรส่วนใหญ่ยังใช้ 10G → เลือก รูปแบบ 01 หรือ 02 ตามว่าต้องการ Uplink แรงแค่ไหน

ระบบประสิทธิภาพสูง — Server และ Storage ที่ต้องการแบนด์วิดท์สูงขึ้น (พอร์ต 25G)

Server รุ่นใหม่ ระบบ Virtualization, AI/Analytics และ Storage ประสิทธิภาพสูง มักมาพร้อมการ์ด 25G → เลือก รูปแบบ 03

ระบบศูนย์กลางข้อมูล — เชื่อมต่อหลาย Switch หรือ Spine/Core (พอร์ต 100G)

เมื่อต้องรวมสวิตช์หลายตัวเข้าเป็นแกนกลางเดียว → เลือก รูปแบบ 04

ความเร็วพอร์ต
ต้องตรงกับอุปกรณ์ปลายทาง เพื่อให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ
Uplink ที่เหมาะสม
ช่วยรองรับการเติบโต และลดคอขวดในระบบ
เลือกให้เหมาะกับงาน
เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด และการลงทุนที่คุ้มค่า

 

5) วิธีเลือกที่ 2 — Switch ตัวนี้อยู่ “ตรงไหน” ในระบบ

ตำแหน่งของ Switch ในระบบ Data Center ชั้นแกนหลัก Spine Core ชั้นกระจาย Leaf Aggregation และชั้นอุปกรณ์ปลายทาง

รุ่นเดียวกันอาจเหมาะกับงานหนึ่ง แต่ไม่เหมาะกับอีกตำแหน่งหนึ่ง — นี่คือเหตุผลที่การถามว่า “รุ่นไหนดีที่สุด” มักไม่มีคำตอบเดียว ต้องถามก่อนว่าจะเอาไปวางตรงไหน

ชั้นแกนหลัก (Spine / Core)

สวิตช์ความเร็วสูงที่เชื่อมต่อ Backbone ของดาต้าเซ็นเตอร์ ต้องการพอร์ต 100G จำนวนมากรูปแบบ 04

ชั้นกระจาย (Leaf / Aggregation)

เชื่อมต่อกับ Server และระบบต่าง ๆ ทำหน้าที่รับ-ส่งข้อมูลภายในดาต้าเซ็นเตอร์ ใช้พอร์ต 25G/10G ลงอุปกรณ์ และ 100G ขึ้นแกนกลาง → รูปแบบ 02 หรือ 03

ชั้นอุปกรณ์ปลายทาง (Server / Storage)

แหล่งข้อมูลและแอปพลิเคชันที่สร้างโหลดและใช้งานเครือข่าย เช่น เซิร์ฟเวอร์ทั่วไป, เซิร์ฟเวอร์ประสิทธิภาพสูง, ระบบจัดเก็บข้อมูล (Storage) และระบบเสมือน/คอนเทนเนอร์

อย่าลืม East-West Traffic: การรับ-ส่งข้อมูลภายในระบบ (Server ↔ Server, Server ↔ Storage) เติบโตเร็วกว่าการวิ่งออกอินเทอร์เน็ตมาก — เป็นเหตุผลหลักที่ระบบเดิมแบบ Stack ถึงตัน
เลือกให้ตรงตำแหน่ง
แต่ละตำแหน่งมีบทบาทและความต้องการต่างกัน
พอร์ตและความเร็ว
ต้องสอดคล้องกับอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อและทราฟฟิก
ออกแบบให้รองรับอนาคต
ขยายระบบได้ง่าย โดยไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย
เสถียรภาพและความน่าเชื่อถือ
เลือกสวิตช์ที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมและการใช้งานจริง

 

6) ตารางตัดสินใจ — เลือกรุ่นใน 30 วินาที

อ่านจากซ้ายไปขวา: ปลายทางใช้พอร์ตอะไร → วางตรงไหน → เลือกรูปแบบไหน

ถ้าอุปกรณ์ปลายทางเป็น... และสวิตช์อยู่ตำแหน่ง... เลือกรูปแบบ เหตุผล
Server / กล้อง / NVR ที่ใช้ 10G Aggregation ระบบกลาง 01 — 48×10G + 6×40G คุ้มที่สุด ครบพอร์ต 10G ที่ต้องใช้จริง
Server / กล้อง ที่ใช้ 10G แต่ระบบกำลังโต Aggregation ที่ต้องต่อขึ้นแกนกลาง 100G 02 — 48×10G + 8×100G ปลายทางเท่าเดิม แต่ Backbone พร้อมโต
Server / Storage ที่ใช้การ์ด 25G Leaf / Server Access 03 — 48×25G + 8×100G รองรับ AI/HPC/Virtualization ที่กินแบนด์วิดท์
สวิตช์หลายตัว (ไม่ใช่ Server) Core / Spine 04 — 32×100G + 2×10G ทุก Leaf ต้องต่อเข้ามา ต้องมี 100G จำนวนมาก
กฎง่าย ๆ: ถ้าสวิตช์ตัวนั้นต่อกับ Server เป็นหลัก → ดูที่ความเร็วการ์ดของ Server (10G หรือ 25G)  |  ถ้าต่อกับ สวิตช์ตัวอื่น เป็นหลัก → ไปที่รูปแบบ 04

 

7) 3 สถานการณ์ที่เจอบ่อยที่สุด

สถานการณ์ A — ระบบ CCTV ขนาดกลาง (500–1,500 กล้อง)

กล้องและ NVR ยังเป็น 1G/10G, Traffic รวมยังไม่ถึงระดับ Tbps → รูปแบบ 01 พอ และเหลืองบไปลงกับสายและ Storage

สถานการณ์ B — CCTV ขนาดใหญ่ / องค์กรที่กำลังขยาย (1,500–3,000 กล้อง)

ปลายทางยังเป็น 10G แต่ระบบกำลังโตเร็วและอาจเพิ่ม AI Analytics → รูปแบบ 02 เพราะ Uplink 100G ทำให้ไม่ต้องเปลี่ยนสวิตช์ซ้ำในอีก 2–3 ปี

สถานการณ์ C — Data Center / AI Cluster / โครงการขนาดใหญ่

มี Server 25G จำนวนมากและต้องทำ Spine-Leaf → ใช้ รูปแบบ 03 เป็น Leaf และ รูปแบบ 04 เป็น Spine เป็นคู่มาตรฐานที่ขยายได้ไม่จำกัด

 

8) เลือกรุ่นได้แล้ว — อย่าลืมจับคู่สายและ Transceiver ให้ถูก

การเลือกสวิตช์ถูกรุ่นเป็นแค่ครึ่งแรก อีกครึ่งที่ทำให้โครงการสะดุดบ่อยพอ ๆ กันคือ การจับคู่ Transceiver และสายไฟเบอร์ ให้ตรงกับพอร์ตที่เลือก เช่น

  • พอร์ต 10G SFP+ → ใช้โมดูล SFP+ (LC) หรือ DAC ในระยะสั้น
  • พอร์ต 25G SFP28 → ใช้ SFP28 (LC) หรือ DAC/AOC 25G
  • พอร์ต 40G/100G QSFP → ต้องดูว่าเป็น SR4 (MPO) หรือ DR/FR/LR (LC) ให้ตรงกับสายที่เดินไว้
รายละเอียดการจับคู่ทั้งหมด พร้อมตารางตัดสินใจ อ่านต่อได้ในบทความ “MPO/LC + QSFP Transceiver 100G → 800G สำหรับ Data Center” ในซีรีส์เดียวกัน

 

9) BISMON ช่วยออกแบบให้ตรงกับระบบของคุณ

ปรึกษา Network Architecture กับ BISMON สำหรับ Data Center Switch

BISMON เป็นตัวแทนจำหน่าย Data Center Switch ทั้ง Broadcom Series และ Marvell Series ในไทย พร้อมทีมงานที่ช่วยคุณได้ตั้งแต่ต้นจนจบ:

  • ประเมินระบบและออกแบบ Architecture ให้ฟรี — ดูจากอุปกรณ์ปลายทางและการเติบโตจริงของคุณ
  • เลือกรุ่นให้ตรงตำแหน่ง — ไม่ให้จ่ายเกิน และไม่ให้ตันในปีหน้า
  • จัดชุดครบทั้งลิงก์ — Switch + Transceiver + สายไฟเบอร์ MPO/LC + Patch Panel + Rack
  • Config พื้นฐานก่อนส่งของ (VLAN, Routing, SONiC setup) และ Remote Support ตลอดอายุการใช้งาน
ปรึกษา Network Architecture / ขอใบเสนอราคา: โทร 02-563-5000  |  LINE @bismon

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ควรเลือกจากความเร็วสูงสุด หรือจำนวนพอร์ต?
ควรเลือกจากอุปกรณ์ปลายทางและตำแหน่งในระบบเป็นหลัก ไม่ใช่จากตัวเลขความเร็วสูงสุด เพราะถ้าอุปกรณ์ปลายทางเป็น 10G แต่เลือกสวิตช์ที่มีพอร์ต 100G ทั้งหมด จะเหลือพอร์ตที่ไม่ได้ใช้จำนวนมากและลงทุนเกินความจำเป็น ในทางกลับกัน ถ้าสวิตช์อยู่ตำแหน่ง Core ที่ต้องเชื่อมสวิตช์หลายตัว การเลือกรุ่นที่มีพอร์ต 100G น้อยเกินไปจะกลายเป็นคอขวดทันที
รูปแบบ 01 กับ 02 ต่างกันตรงไหน ควรเลือกอันไหน?
ทั้งสองรูปแบบมีพอร์ตใช้งาน 48×10G เท่ากัน ต่างกันที่ Uplink โดยรูปแบบ 01 ใช้ 6×40G ส่วนรูปแบบ 02 ใช้ 8×100G หากระบบมีขนาดคงที่และเน้นความคุ้มค่า รูปแบบ 01 เพียงพอ แต่หากระบบกำลังขยาย มีการเพิ่มกล้อง เพิ่ม Server หรือวางแผนทำ Spine-Leaf ในอนาคต แนะนำรูปแบบ 02 เพราะ Uplink 100G จะช่วยให้ไม่ต้องเปลี่ยนสวิตช์ซ้ำในระยะเวลาอันสั้น
Server ของเรายังเป็น 10G ควรข้ามไปซื้อรุ่น 25G เลยไหม?
หากยังไม่มีแผนเปลี่ยน Server ในระยะ 2–3 ปี ไม่จำเป็นต้องข้ามไป 25G ทันที เพราะพอร์ต 25G จะถูกใช้งานที่ความเร็ว 10G อยู่ดี แนะนำให้เลือกรูปแบบ 02 ที่มี Uplink 100G แทน เพื่อให้แกนกลางพร้อมรองรับการอัปเกรด Server เป็น 25G ในอนาคต แล้วค่อยเพิ่มสวิตช์รูปแบบ 03 เฉพาะโซนที่เปลี่ยนเป็น 25G
ต้องซื้อ Spine ตั้งแต่วันแรกเลยไหม?
ไม่จำเป็น หากระบบยังมีสวิตช์ไม่กี่ตัว สามารถเริ่มจาก Aggregation รูปแบบ 01 หรือ 02 ก่อนได้ เมื่อระบบขยายจนมีสวิตช์หลายตัวและเริ่มมีปัญหาเรื่องเส้นทางเชื่อมต่อ จึงค่อยเพิ่มสวิตช์ Core/Spine รูปแบบ 04 เข้ามา ข้อสำคัญคือควรเลือก Aggregation ที่มี Uplink 100G ตั้งแต่ต้น เพื่อให้ต่อขึ้น Spine ได้ทันทีโดยไม่ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์เดิม
สวิตช์เหล่านี้ใช้ระบบปฏิบัติการอะไร?
Broadcom Series รองรับระบบปฏิบัติการแบบ Open Network เช่น SONiC, Broadcom Enterprise SONiC และ PicOS ทำให้ไม่ผูกติดกับผู้ผลิตรายเดียว องค์กรที่มีทีม Network หรือ Linux สามารถเลือกใช้ SONiC ซึ่งเป็นระบบที่ผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลกใช้งานจริง ส่วนองค์กรที่ต้องการโซลูชันแบบพร้อมใช้งาน สามารถเลือกแบบที่มี Commercial Support ได้
ระบบเดิมที่ใช้ Managed L3 Switch Stack อยู่ ต้องเปลี่ยนทั้งหมดเลยไหม?
ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งหมดในครั้งเดียว แนวทางที่นิยมคือเปลี่ยนเฉพาะจุดที่เป็นคอขวดก่อน โดยนำ Data Center Switch มาแทนตำแหน่ง Core/Aggregation ที่รับภาระหนักที่สุด แล้วให้ Access Switch เดิมทำงานต่อไปได้ วิธีนี้ใช้งบประมาณน้อยกว่าและมี Downtime สั้น จากนั้นจึงค่อยขยายเป็นสถาปัตยกรรม Spine-Leaf เต็มรูปแบบเมื่อพร้อม
BISMON ช่วยเลือกรุ่นให้ได้ไหม ต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง?
ทีมงาน BISMON ช่วยประเมินและออกแบบให้ได้ โดยข้อมูลที่ควรเตรียมคือ จำนวนและชนิดของอุปกรณ์ปลายทาง เช่น จำนวนกล้อง จำนวน Server และความเร็วการ์ดเน็ตเวิร์ก ระยะทางระหว่างจุดเชื่อมต่อ อุปกรณ์เดิมที่ใช้อยู่ และแผนการขยายระบบในอนาคต สอบถามได้ที่ 02-563-5000 หรือ LINE @bismon

บทความชุด Data Center ของ BISMON: 3 ระดับ ArchitectureData Center Switch 100G/400GMPO/LC + QSFP Transceiver 100G–800GBroadcom Series 4 รูปแบบพอร์ต (บทความนี้)




Recomended Article : บทความอื่นที่คุณอาจสนใจ

๐ ห้องประชุมของคุณ... พร้อมสำหรับยุค Hybrid แล้วหรือยัง?

๐ 15U 19inch Rack Outdoor double layer

๐ อุปกรณ์ต่อพ่วงที่จำเป็นสำหรับระบบที่ต้องใช้งาน PoE(Power Over Ethernet) มีอะไรบ้าง?

๐ สาย Fiber optic Multi-mode ใช้งานความเร็ว 1000Mbps ระยะ 2km ได้จริงหรือไม่

๐ เครื่องสำรองไฟ (UPS) ยี่ห้อ APC, Delta, Zircon